ปัญหา Admissions ปัจจุบันนี้ก็คือ มีนักเรียนเรียนเก่งๆมากมาย แต่มาเสียโอกาส เพราะเลือกคณะไว้ไม่ดี และวางแผนในการเลือกไม่ถูก ปัญหานี้ต้องแก้ที่ต้นเหตุ คือ ต้องเริ่มแก้ปัญหาตั้งแต่ก่อนจะเข้า ม.4 แล้วค่ะ ตอนนั้นต้องรู้แล้วว่าเราจะวางแผนชีวิตให้เดินไปในทิศทางใด

ซึ่งตอนนี้บางคนอยู่ตั้งม.6 แล้วยังไม่รู้ตัวเองเลยว่า ชอบวิชาอะไร สนใจอาชีพอะไร อยากเรียนคณะไหน บางคนบอกว่าอยากเรียนคณะวิศวะ เพียงแค่เพราะว่าอยู่คณะนั้นแล้วมันเท่ห์ บางคนก็เลือกตามเพื่อน บางคนก็สองจิตสองใจ รักพี่เสียดายน้องก็ว่าได้ “ทำไงดีนิติฯก็ชอบ นิเทศก็น่าสนใจ” ไม่เอานะคะความคิดแบบนี้น่ะ เพื่อนๆของซ่าที่ตอนนี้กำลังอยู่ ม.5 น่าจะรู้แล้วนะว่าตนเองอยากอยู่คณะอะไร (เลือกไว้ในใจ 1 คณะ โดยนึกถึงความเป็นจริงตามความสามารถของเรา)

ก็ต้องสารภาพว่าซ่าเองยังสับสนกับชีวิตอยู่เหมือนกัน เพราะตัวเองเรียนสายวิทย์ อยากเรียนเภสัชฯ ตามอย่างที่คนเรียนสายนี้น่าจะเรียนกัน แต่พ่อ-แม่ อยากให้เรียนการโรงแรม (กึ่งบังคับ) ลุงเชียร์ให้เข้าสถาปัตฯ แต่อีกใจหนึ่งก็คิดว่าตนเองมีความสามารถในการทำสื่อ และสนใจ(บ้าง)และกล้าแสดงออก(พอสมควร) น่าจะเรียนนิเทศ พอเอาเข้าจริงตนเองดันติวนิติฯ กับนิเทศควบกันไปซะงั้น

ที่ซ่าบอกว่าตนเองติวนิติฯกับนิเทศอยู่นั้น เพื่อนๆหลายคนอาจจะรู้แล้วว่า ซ่าสมัครโครงการสัมฤทธิบัตร “เรียนไปเพื่ออะไร หนักหัวเปล่าๆ” หลายคนอาจจะคิดแบบนี้ ตอนที่เห็นซ่าหอบหนังสือหนาๆมาอ่านที่โรงเรียน วันนี้มีสอบรึ ก็ไม่ใช่ แต่ซ่าเรียนเพื่อเสริมประสบการณ์ และศึกษาไว้เพื่อจะได้รู้แนวทางว่า ตกลงตนเองควรจะไปในทิศทางใด

ใครอยากสมัครเรียนโครงการสัมฤทธิบัตรก็ได้นะ จะได้รู้ว่าเนื้อหาที่นักศึกษาเค้าเรียนกัน เป็นยังไง พูดง่ายๆว่าเนื้อหาหนัก แต่ไม่เกินความสามารถพวกเราเลย ใครสนใจให้สมัครที่ www.stou.ac.th แล้วคลิกที่โครงการสัมฤทธิบัตร เรียนแล้วสามารถโอนหน่วยกิต เข้าไปเป็นนักศึกษาของ มสธ. ได้นะ (แต่ต้องสอบให้ผ่านเสียก่อน)

เริ่มเข้าประเด็นเลยดีกว่า...

วิธีการเลือกคณะนั้น มีอยู่หลากหลายวิธีตามความชอบของแต่ละบุคคล ตามความสนใจ ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายๆอย่างดังนี้

    - สายที่เรียนมา เรียนสายวิทย์-คณิต ศิลป์-คำนวณ หรือศิลป์-ภาษา

จริงอยู่ที่ว่าระบบAdmissions ไม่มีการกำหนดว่าคณะนี้ต้องเป็นสายวิทย์สมัครเท่านั้น ไม่มีกฏเกณฑ์ตายตัวเลยค่ะ แต่มันขึ้นอยู่กับวิชาที่เราเรียนมาตอนม.ปลาย สมมติว่าเรียนสายศิลป์ เรียนวิทยาศาสตร์ สัปดาห์ละ 3 คาบ ในขณะที่สายวิทย์เรียน 9-12 (มากกว่า 2-3 รายวิชา แถมยังใช้เวลาเรียนมากกว่า 3-4 เท่าเชียวนะ) ในเมื่อคุณรู้ว่าสายศิลป์เรียนวิทยาศาสตร์แค่พื้นฐานเพื่อนำไปสอบO-Net เท่านั้น!!! แต่ถ้าไปเลือกคณะที่ต้องสอบA-Net ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ ด้วยละก็คงเป็นไปได้ยาก เพราะA-Net จะสอบเนื้อหาลึกกว่าของO-Net และสายศิลป์คงไม่ได้เรียนมาลึกขนาดนั้น

    - ความชอบส่วนบุคคล

เราต้องใช้ความชอบ ความสนใจ ส่วนตัวค่ะ อย่าตามเพื่อน อย่าตามแฟนเพราะแค่ที่จะได้อยู่คณะเดียวกัน เชื่อเถอะค่ะ ว่าถ้าเราเลือกตามพวกเค้าเหล่านั้นไป นอกจากจะเรียนไม่ไหว เพราะไม่ใช่สิ่งที่เราอยากเรียน ก็จะยังไม่ได้อยู่กับเพื่อน หรือกับแฟนอย่างที่คิดนะคะ

        อยู่ในรั้วมหา’ลัย สังคมโตขึ้น ตัวเราโตขึ้น ต่างคนต่างมีความคิดเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น เพราะฉะนั้นเมื่อเราอยู่ในสังคมใหม่ๆ เพื่อนเราตั้งแต่สมัยมัธยม ก็มีสิทธิ์ที่จะไขว้เขว ไปอยู่กับอีกกลุ่มหนึ่ง หรือแยกจากเราเป็นการถาวรเลยก็ได้ จงจำไว้ว่าเพื่อนสมัยมหา’ลัย จริงใจด้วยน้อยที่สุดในบรรดาเพื่อนที่เราเคยคบมาตั้งแต่อนุบาลนะคะ

        อย่าเพิ่งเครียดนะคะ อยากให้เพื่อนๆอ่านต่อไปให้จบ มันอาจจะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยไขข้อข้องใจของใครหลายๆคน และช่วยแก้ปัญหาที่คิดไม่ตกสักที

        ในเมื่อเราชอบอะไร ค้นพบตัวเองให้เจอนะคะ แล้วทำตามฝัน (แนะนำถ้าอยากให้กระจ่างกว่านี้ ตอนปิดเทอมให้ไปเข้าค่ายเติมฝัน ของจุฬาฯ รับรองค่ะว่าค้นพบตัวเองเจอแน่ๆ)

        บางคนก็เป็นเหมือนกับซ่าครอบครัวอยากให้เรียนอีกอย่าง ในสิ่งที่เราไม่ชอบ ในสิ่งที่เราไม่ได้สนใจ จนเรากลายเป็นเหมือนตุ๊กตาที่คนเล่นคอยจับแต่งตัวตามใจเขา ไม่สนเลยว่าเสื้อผ้า เข้ากับรูปร่างหรือไม่ ถ้าเปรียบเทียบคนเล่นตุ๊กตาก็คือพ่อแม่นั่นแหละ คอยยัดเยียดให้ตุ๊กตาซึ่งก็คือตัวเรา ให้ใส่เสื้อแบบนั้น แบบนี้ เราก็เป็นมนุษย์นะคะ มีความรู้สึก มีความพอใจ และมีความไม่พอใจ ถ้าบังเอิญว่าคณะที่เราอยากเข้ากับคณะที่พ่อแม่หวังให้เข้า เป็นคณะเดียวกัน ก็โชคดีไปค่ะ ไม่มีปัญหา แต่ถ้ามันใกล้เคียงก็ต้องเจรจาค่ะ ตกลงกันว่าจะเอายังไง อธิบายเหตุผลค่ะ ว่าทำไมอยากเรียนคณะนี้ แต่ปัญหาสุดท้ายคือคณะที่แตกต่างกันสุดขั้ว พ่อ-แม่อยากให้เรียนแพทยศาสตร์ ลูกอยากเรียนศิลปกรรมอะไรแบบนี้ ไม่ขัดใจพ่อแม่ ก็ต้องตามใจพ่อแม่แล้วล่ะค่ะ จริงๆแล้วถ้าตามใจก็ดีนะคะ เป็นลูกกตัญญู เพราะพ่อแม่ก็อยากเห็นความสำเร็จของเรา ไม่มีพ่อแม่คนไหนจะยัดเยียดสิ่งที่ไม่ดีให้แก่ลูกหรอกค่ะ พ่อแม่มีแต่หวังดี แต่ถ้าจะให้ซ่าสรุป ถ้าเป็นซ่าต้องของอกตัญญูสักครั้งค่ะ บอกเหตุผลท่านไปว่า...

        “ชีวิตหนู มี1ชีวิต หนูเกิดมาครั้งเดียว หนูตายครั้งเดียว หนูอยากมีสิทธิ์ที่จะเลือก หนูอยากกำหนดเส้นทางชีวิตให้ตนเอง เพราะหนูมีความฝัน และอยากทำฝันนั้นให้สำเร็จ ขอให้พ่อแม่รอดูความตั้งใจของหนู ขอให้พ่อแม่รอดูใบปริญญาของหนู แล้วหนูจะเป็นคนหาเลี้ยงพ่อแม่ด้วยความฝันของหนูค่ะ”

        แค่นี้แหละค่ะ อย่าไปขึ้นเสียงกับท่านแล้วกัน ค่อยๆกันเจรจาค่ะ รับรองต้องได้ข้อตกลงที่ถูกใจทั้ง2 ฝ่าย (รู้สึกเหมือนว่ากำลังสอนเพื่อนๆเรื่องการต่อราคาเลยอ่ะ!!!)

        - กำลังทรัพย์

เพื่อนๆคะ ถึงแม้ว่าที่มหา’ลัย จะมีทุนกู้ยืม ทุนการศึกษา ทุนฯลฯ แต่รายจ่ายไม่ได้มีแค่ค่าเทอมค่าหน่วยกิต นะคะ ยิ่งเป็นนักเรียนต่างจังหวัดไปเรียนในกรุงเทพฯแล้วด้วย ไหนจะค่าใช้จ่ายส่วนตัว ค่ากิจกรรม ค่านู่น ค่านี่ สารพัด เดี๋ยวนี้ค่าเทอมแพงค่ะ เรียนอะไรนิดหน่อยก็ 3-4 หมื่นแล้ว ส่วนมากก็มหา’ลัยเอกชนอ่ะนะ ที่คนมีกำลังทรัพย์น่าจะพออยู่ได้ นอกจากนี้เราต้องคิดไปให้ไกลกว่านั้นค่ะ ไหนจะเวลาเรียนจบแล้ว ลงทุนเปิดกิจการเอง ต้องดูว่าเรามีความพร้อมไหมค่ะ

         - กำลังกาย

สำคัญมากนะคะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคณะแพทยศาสตร์ คณะสหเวชกรรมศาสตร์ พวกเทคนิคการแพทย์ เภสัชฯ อะไรแบบนี้นะคะ ต้องไม่เป็นโรคร้ายแรง ตาบอดสี โรคติดต่อที่ร้ายแรง น่ารังเกียจ บุคลลวิกลจริต ฯลฯ ทำใจลำบากค่ะ น่าสงสารนะคะไม่ว่าจะบุคคลที่พิการ อะไรแบบนี้ ซ่าก็ไม่ได้ศึกษามาเสียด้วยสิ ว่าบุคคลกลุ่มนี้สามารถเรียนที่ไหนได้บ้าง ถ้าใครมีคำตอบก็ช่วยบอกด้วยนะคะ

                แต่ที่ซ่าสมัครเรียนสัมฤทธิบัตร ซึ่งเป็นการเรียนจากเอกสารที่ส่งมาให้ทางไปรษณีย์ ในใบสมัครบอกว่าคนพิการที่ไม่มีความสามารถในการมองเห็น ได้ยิน หรือต้องโทษในกรมราชทัณฑ์อยู่ก็สมัครเรียนได้ ถ้าโอนหน่วยกิตแล้วเรียนจนสำเร็จ ก็จะจบปริญญาตรีได้เทียบเท่ากับคนอื่นๆนั่นแหละ

*คนพิการทางสายตา จะได้รับสื่อให้เรียนด้วยการฟังแทน

          - การทำนายอนาคต

                ซ่าไม่ได้แนะนำให้เพื่อนๆไปหาหมอดูนะคะ ว่าโตขึ้นชั้นต้องเรียนอะไร ชั้นได้ทำอาชีพอะไร แต่ซ่ากำลังหมายความว่า เพื่อนๆต้องคำนึงถึงความเหมาะสมด้วยค่ะ ดูว่าในอนาคตข้างหน้าอาชีพอะไรจะเป็นที่ต้องการของตลาด อาชีพอะไร มีความนิยม เงินเดือนดี (ต้องไม่ทุจริต ไม่ผิดกฏหมาย และต้องไม่เบียดเบียนผู้อื่นนะคะ) ซึ่งถ้ายิ่งตรงกับอาชีพที่เราอยากเป็นแล้วล่ะก็ ยิ่งดีใหญ่เลยค่ะ เพราะบางทีถ้าเราเห็นว่าคณะนี้ จบออกมาแล้วประกอบอาชีพ ได้เงินเดือนดีๆ ถึงแม้ว่าเราไม่ชอบ แต่เดี๋ยวก็ชอบไปเองแหละค่ะ เพราะทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำแล้วประสบความสำเร็จ ก็เกิดความตั้งใจ และการที่เราเอาใจใส่ลงไปในงานด้วย ใครจะใช้วิธีนี้ไปพิจารณาในการเลือกคณะก็ไม่ว่ากันนะคะ

           - กำหนดเป้าหมายกว้างๆ

บางคนที่พอจะรู้จุดตัวเองแล้ว ว่าชั้นอยู่สายวิทย์ ไม่เก่งภาษา เก่งแต่คำนวณ ไปทางวิศวะเลยค่ะพี่น้อง แค่นี้เองค่ะ คิดง่ายๆ เพราะถ้ารู้ว่าเราไม่เก่งด้านไหนจะฝืนตัวเองไปเลือกคณะแบบที่เราไม่ถนัดทำไมล่ะคะ แต่ก็อย่าประมาทนะคะว่าวิชานี้ชั้นไม่ชอบแล้วไม่ต้องไปสนใจมัน คุณคิดผิดค่ะ!! อย่าลืมนะคะไม่ว่ายังไงก็ยังต้องเจอกับข้อสอบAdmissions ในวิชาที่เราไม่ชอบอยู่ดี วิธีที่ง่ายที่สุดที่ทำให้เราชอบวิชานั้นๆ คือ ทำใจค่ะ เอ้ย! ไม่ใช่ หมายถึงเปิดใจให้กว้าง เราต้องยอมรับมันค่ะ ไม่ใช่ต่อต้านมัน พอรู้จุดด้อยของตนเอง ฝึกทำแบบฝึกหัดให้มาก หน้าด้านให้มากๆ ก็หมายถึง ต้องกล้าถามครู กล้าถามเพื่อน ไม่ต้องกลัวเลยค่ะ ว่าเพื่อนมันจะล้อว่าเรื่องแค่นี้ไม่รู้ได้ไง หน้าด้านให้มากๆค่ะ จงคิดซะว่าไม่มีใครperfect ในโลกนี้ ไม่มีใครรู้รอบด้านไปหมดทุกอย่างหรอกค่ะ ไอ้เพื่อนคนที่มันล้อ ถ้ามันเก่งด้านนี้นัก มันก็ต้องไม่รู้ (เรียกว่า โง่ ก็ได้) อีกด้านหนึ่งนั่นแหละค่ะ

           - อย่าเห็นแก่ตัว หวงวิชา

เพื่อนอาจจะงง เอ๊ะ! ข้อนี้สำคัญไฉน คืออย่างงี้ค่ะ ถ้าเราเห็นแก่ตัว หวงความรู้ หวงสูตร หวงวิชา ในสิ่งที่ได้เรียนรู้มา ไม่ยอมสอนเพื่อนคนอื่นๆ จำไว้ค่ะว่า ถ้าถึงคราวเราไม่รู้บ้าง ก็ไม่ค่อยมีใครอยากบอกเรานักหรอกค่ะ ในโลกนี้ไม่มีใครพึ่งตัวเองได้หมดทุกอย่างหรอกค่ะ (ใครเถียงว่าพึ่งตัวเองได้ ก็ไปปลูกข้าว ไปงมหาปลากินเองเลย ไม่ต้องพึ่งเกษตรกร) ยิ่งถ้าเพื่อนๆไปรู้แนวข้อสอบAdmissions อะไรมา แล้วเค้าไม่ยอมบอกคุณแล้วล่ะก็ งานนี้อดเลยค่ะ พึ่งตัวเองอย่างเดียว อิอิ

ข้อดีของการสอนให้เพื่อนๆ คือ เราได้ทบทวน และได้วัดตัวเองด้วยว่าเรารู้จริงมากน้อยแค่ไหน อีกอย่างก็เป็นการสร้างสัมพันธไมตรีที่ดีต่อกันด้วยนะ

 

 

โรงเรียนศาสนศึกษา

110 กะลาพอ หมู่ 1 ต.ตะบิ้ง อ.สายบุรี จ.ปัตตานี 94110
โทรศัำำพท์ 073-354067 ,073-354640 โทรสาร 073-354641
เว็ปไซด์  www.sasnasuksa.com 
อีเมล : sas_pn@opec.go.th

Medicare supplement insurance
free-counter-plus.com